Near Normal ชีวิตที่เกือบปกติ แต่ไม่ปกติหลังโควิด-19

Near Normal ชีวิตที่เกือบปกติ แต่ไม่ปกติหลังโควิด-19

หลังเปิดเมืองแล้ว เป็นที่แน่นอนว่าภาวะเศรษฐกิจ สังคม และธุรกิจคงจะไม่กลับไปเหมือนภาวะปกติ 100% แต่อาจเป็นสถานการณ์ “Near Normal” หรือเกือบปกติ แต่ก็ไม่ปกติ เพราะเศรษฐกิจที่รวมทั้งภาคการผลิตและอุตสาหกรรมสามารถเปิดได้เพียง 80-90% ของกำลังการผลิตรวม

หลังจากที่ 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจโลกปิดตัวลง (Lockdown) ตามคำสั่งของภาครัฐ รวมถึงความสมัครใจของภาคเอกชนเอง เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของ โควิด-19

จำนวนผู้ป่วยใหม่ก็ลดลงในหลายประเทศ เช่น สเปน อิตาลี เยอรมนี ฝรั่งเศส หรือแม้แต่ในไทยเองนั้น จำนวนผู้ป่วยใหม่ต่อวันอยู่ในระดับต่ำกว่า 20% เมื่อนับจากวันที่ผู้ป่วยใหม่สูงสุด ขณะที่ผู้หายป่วยมีมากขึ้นต่อเนื่อง

แต่การปิดเมืองก็แลกมากับเศรษฐกิจที่หดตัวรุนแรง GDP ไตรมาสแรกของปีของเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่าง สหรัฐ ยูโรโซนและจีนนั้น หดตัวรุนแรงสุดนับจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เป็นอย่างน้อย ขณะที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไตรมาส 2 ของทั้งโลกจะหดตัวรุนแรงสุดเป็นประวัติการณ์

เมื่อเป็นเช่นนั้น หลายประเทศเริ่มพิจารณาเปิดเมือง (Reopening) และอนุญาตให้ทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศในยุโรป ขณะที่หลายมลรัฐในสหรัฐก็ประกาศแผนที่จะเริ่มเปิดเมืองเช่นกัน แม้จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นจะยังอยู่ในระดับสูงก็ตาม

คำถามคือหลังเปิดเมืองแล้ว สิ่งที่จะได้พบคืออะไร ทั้งภาวะเศรษฐกิจ สังคม ธุรกิจ และภาวะเช่นนี้จะเป็นไปนานเท่าไร

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดของการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ได้แก่ จีน ที่ถือว่านำหน้าประเทศอื่นๆ ประมาณ 1-2 เดือนในแง่ของการติดเชื้อก่อนและหายก่อน จะเห็นได้ว่าจีนเริ่มเปิดเมืองในเดือน ก.พ. ภาคการผลิตเริ่มกลับมาเกือบ 100% ถนนหนทางเริ่มคับคั่งด้วยยานยนต์ แต่ภาคบริการยังห่างไกลจากสถานการณ์ปกติ การใช้บริการรถสาธารณะและการบินภายในประเทศหายไปเกือบ 1 ใน 3 การใช้โรงแรมและภัตตาคารหายไปเกือบ 50%

สำหรับบุคคลทั่วไป เรียกสถานการณ์เหล่านี้ว่า New normal เพราะเป็นผู้คนยังคงกังวลกับโรคร้าย และมีระยะห่างระหว่างกัน (Social or physical distancing) แต่สำหรับผู้เขียน เรียกสถานการณ์นี้ว่า”เกือบ” ปกติ แต่ก็ยังไม่ปกติ เพราะเศรษฐกิจที่รวมทั้งภาคการผลิตและอุตสาหกรรมสามารถเปิดได้เพียง 80-90% ของกำลังการผลิตรวม

คำถามคือ ภาวะเช่นนี้จะเป็นไปได้นานเท่าไร ผู้เขียนมองว่ามี 3 ปัจจัย 

1.ขึ้นอยู่กับการคิดค้นวัคซีนหรือยารักษา เมื่อไหร่ที่ภาคสาธารณสุขโลกสามารถคิดค้นรวมถึงแจกจ่ายวัคซีนได้แล้ว เมื่อนั้นโรคนี้จึงจะหายอย่างถาวร การเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจถึงจะกลับมาได้อย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นครึ่งหลังของปี 2021 เนื่องจากแม้ว่าภาคสาธารณสุขโลกจะคิดค้นวัคซีนได้ในช่วงปลายปีนี้ (อย่างเร็ว) แต่ก็ได้ใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ไตรมาส กว่าจะผลิตและแจกจ่ายให้ประชากรทั้งโลก

2.จะเกิดการระบาดรอบ 2 อย่างรุนแรงหรือไม่ ตัวอย่างเห็นได้จากกรณี สิงคโปร์ -ญี่ปุ่น ที่แม้ในช่วงแรก (ก.พ.-มี.ค.) จะมีการควบคุมที่ค่อนข้างเข้มงวด ทำให้จำนวนผู้ป่วยอยู่ในระดับต่ำ แต่การเปิดเมืองอย่างไม่รัดกุม(ในกรณีญี่ปุ่น) หรือการปล่อยให้มีการติดเชื้อในกลุ่มแรงงานระดับล่างในแฟลต (กรณีสิงคโปร์) นำไปสู่การติดเชื้อรอบ 2 และระบาดเป็นวงกว้าง และทำให้ต้องกลับมาปิดเมืองอย่างเข้มงวดอีกครั้ง

3.สถานการณ์ภาคธุรกิจของกิจการต่างๆ รวมถึงการเงินส่วนบุคคลว่าเป็นเช่นไร โดยปกติแล้วกว่า 2 ใน 3 ของธุรกิจขนาดเล็ก รวมถึงประชาชนทั่วไป จะพอมีเงินสดหรือเงินออมพอประทังชีวิตและกิจการได้เพียง 3 เดือน ดังนั้น ช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นเส้นตายของธุรกิจ-ประชาชน

ยิ่งการปิดเมือง หรือเปิดแบบ Near normalยาวนานเท่าไร ก็จะยิ่งกระทบต่อรายได้ของแรงงานภาคบริการมากขึ้น นอกจากนั้นการปิดเมืองยิ่งนานขึ้นเท่าไร ก็ทำให้แรงงานหนุ่มสาวขาดโอกาสที่จะเรียนรู้เทคนิคงานจากแรงงานอาวุโสกว่า ทำให้ขาดโอกาสเช่นกัน

สถานการณ์เหล่านี้จะทำให้เศรษฐกิจหลังการเปิดเมืองยังคงไม่สดใส การว่างงานสูง นวัตกรรมใหม่ๆ ลดลง ความเหลื่อมล้ำ ไม่เท่าเทียมมีมากขึ้น

แม้จะเปิดเมืองได้ แต่โลก Near Normalก็ยังไม่เป็นปกติ แล้วโลก “ปกติใหม่” หรือ “Super New Normal” หลังการคิดค้นวัคซีนหรือยารักษาได้จะเป็นเช่นไร

Near normal ชีวิตที่ 'ไม่' ปกติ หลังเปิดเมือง

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : 24hsport.co

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม : www.interguardias.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *