“เคพกูสเบอร์รี่” (Cape Gooseberry) สุดยอดผลไม้ กลิ่นหอม

“เคพกูสเบอร์รี่” (Cape Gooseberry) สุดยอดผลไม้ กลิ่นหอม ในระยะเริ่มต้น มูลนิธิโครงการหลวงได้นำพันธุ์มาจากต่างประเทศเข้ามาปลูกทดสอบ ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด เพื่อเป็นพืชเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกร และขยายให้เกษตรบางรายปลูกเป็นการค้า แต่พันธุ์ที่นำเข้ามาปลูกเป็นพันธุ์ที่มีรสชาติขื่น ไม่อร่อย ทำให้ไม่ได้รับความนิยม จึงได้ทำการศึกษาวิจัยหาพันธุ์ใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพดี รสชาติอร่อย มาปลูกเพื่อทดแทนพันธุ์เดิม จนกระทั่งปี 2554 ได้มีงานวิจัยคัดเลือกพันธุ์เคพกูสเบอร์รี่ และสามารถคัดเลือกจนได้พันธุ์ใหม่ที่มีรสชาติหวาน มีกลิ่นหอม ลูกใหญ่สีเหลืองทอง นำขึ้นทะเบียนพันธุ์กับกรมวิชาการเกษตร ในชื่อเคพกูสเบอร์รี่พันธุ์เหลืองทอง

ปัจจุบันได้มีการส่งเสริมให้กับเกษตรกรปลูกในพื้นที่โครงการหลวงรวม 253 ราย บนพื้นที่ปลูก 347.9 ไร่ โดยมีพื้นที่ที่ปลูกมากที่สุด ได้แก่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแกน้อย อำเภอเชียงดาว และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ตามลำดับ

มีข้อมูลทางโภชนาการ ระบุไว้ว่า เคพกูสเบอร์รี จำนวน 140 กรัมเต็มไปด้วยคาร์โบไฮเดรต 15.7 กรัม ไฟเบอร์ 6 กรัม มีสารโพลีฟีนอล (Polyphenol) หลายชนิดที่ช่วยยับยั้งการอักเสบของเซลล์และช่วยควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน มีวิตามินซีถึง 4 มิลลิกรัม ซึ่งช่วยให้การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง มีวิตามินเคสูง อันเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นต่อกระดูก กระดูกอ่อน และฟัน มีสารลูทีน (Lutein) และเบตาแคโรทีน (Beta-Carotene) รวมไปถึงสารแคโรทีนอยด์ต่างๆ ที่ช่วยป้องกันการเป็นโรคต่างๆ เกี่ยวกับตา ทั้งยังสามารถป้องกันการสูญเสียการมองเห็นจากการเป็นโรคเบาหวานได้ ทั้งนี้ยังอุดมไปด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย อีกทั้งจากการศึกษาวิจัยยังพบว่ามีโอเมก้า 3 ที่มีผลต่อการพัฒนาของระบบประสาทช่วยด้านความจำในผู้ใหญ่ป้องกันความจำเสื่อม ทำให้ความจำดีขึ้นและยังลดอาการของโรคหอบหืดได้อีกด้วย

สนับสนุนโดย ufabet

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *